ประวัติ โซล แคมเบลล์ กองหลังระดับตำนานของทีมอาร์เซน่อล

โซล เจเรมีย์ แคมเบลล์ เกิดเมื่อ 18 กันยายน 1974 ที่ปลาสโตว์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีเชื่อสายจาไมก้าจากทางฝั่งคุณพ่อและคุณแม่ของเขา โดยตอนที่เจ้าตัวยังเด็กนั้นชอบเล่นกีฬาปิงปองเป็นอย่างมากแต่ดูเหมือนว่าจะไปไม่รุ่งทางกีฬานี้จึงได้เบนเข้มมาทางกีฬาฟุตบอลเพราะตอนนั้นกีฬาฟุตบอลที่อังกฤษกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

        เขาได้เริ่มต้นอาชีพนี้ด้วยการเป็นเด็กในค่ายเยาวชนของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนที่จะย้ายมายังศูนย์เยาวชนของสเปอร์ด้วยวัยเพียง 14 ปีจนพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ครั้งแรกให้กับทีมไก่เดือยทองได้เมื่อเดือน ธันวาคม 1992 แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมเอาชนะสิงห์บลู เชลซีไปได้และได้รับตำแหน่ง กัปตันทีมครั้งแรกในช่วงฤดูกาล 1996/1997 แต่ในฤดูกาลก่อนหน้าที่ของเจ้าตัวก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก นอกจากจะไม่ได้เป็นตัวจริงและเขายังมีปัญหาส่วนตัวกับผู้จัดการทีมอย่าง คริสเตียน กรอส ในช่วงระยะเวลาสั้นๆอีกด้วย

        ต่อมาเขาก็ได้โชว์ดีกรีกองหลังระดับโลกด้วยการคว้าแชมป์รายการแรกในกับตัวเองสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ ลีกคัพ ในนัดชิงที่เจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ไปได้ในฤดูกาล 1988/1999 ซึ่งนั้นทำให้เจ้าตัวเป็นกัปตันทีมคนแรกของสเปอร์ที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้และนอกจากนั้นเจ้าตัวยังได้รับรางวัล PFA ในปีนั้นไปครองได้อีกด้วย

        แต่ดูเหมือนว่า สเปอร์  ณ ตอนนั้นไม่อาจทำให้ฝันของแคมป์เป็นจริงได้เนื่องจากเจ้าตัวตัวการเล่นในเวทียุโรป ทำให้มีข่าวลือว่าเขาต้องจากย้ายออกจากสโมสรถึงแม้ว่าทางทัพ ไก่เดือยทอง จะเสนอค่าเหนื่อยที่สูงที่สุดของสโมสรในเวลานั้นให้ก็ตามแต่ก็ไม่อาจฉุดรั้งใจของเขาไว้ได้ จนทำให้ช่วงปี 2001 หลังจากที่สัญญาของเจ้าตัวได้หมดลง เขาก็ได้ทำให้ช็อคใจให้กับเหล่าบรรดาสาวกไก่เดือยทองเป็นจำนวนมาก ด้วยการย้ายไปค้าแข้งให้กับทีมคู่แค้นตลอดการอย่าง ปืนใหญ่ อาร์เซนอล  

ประวัติ โซล แคมเบลล์
ประวัติ โซล แคมเบลล์

ความสำเร็จของ โซล แคมเบลล์ กับทีม อาร์เซน่อล

        โดยในฤดูกาล 2002 แคมป์ได้ลงเป็นตัวจริงให้กับทัพปืนใหญ่ อาร์เซนอล โดยลงเล่นเคียงข้างกับ โทนี่ อดัมส์ และ มาร์ติน โคว์น ทำให้แผลหลังของอาร์เซนอลในยุคนั้นไร้เทียมทานอย่างมากและก็เป็นชุดที่ดีที่สุดตลอดการของทีม เพราะไม่ใช่แค่หลังสนามให้กับทีมในฤดูกาลแรกเท่านั้นเจ้าตัวยังมีส่วนช่วยให้อาร์เซนอลคว้าดับเบิลแชมป์ไปครองได้แก่แชมป์พรีเมียลีก และเอเอฟ คัพ  และในฤดูกาล 2004 เขาก็ช่วยให้ทีมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สโมสรด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียลีกแบบไร้พ่ายไปครอง

        แต่แล้วกราฟชีวิตของเจ้าตัวก็เริ่มดิ่งลงพร้อมทั้งอาการบาดเจ็บที่คอยเล่นงานเขาตั้งแต่อยู่ที่สเปอร์ ทำให้ในต้นฤดูกาลที่ 2005 เจ้าตัวต้องดรอปไปเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บและพลาดในศึกชิงแชมป์คอมมูนิตี้ ชิล ในนัดพบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย และนอกจากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มออกอาการงอแงไม่ยอมมาซ้อมกลับทีม และอยู่ดีๆก็หายตัวไปไม่ยอมติดต่อ กับสโมสรเป็นเวลาหลายวันทำให้ทัพปืนใหญ่หมดความอดทนและได้ประกาศแยกทางกับเจ้าตัวเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี2006 ด้วยความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย

        โดยในตอนที่ย้ายออกมาจากอาร์เซนอล เจ้าตัวมีข่าวพัวพันกับสโมสรยูเวนตุส โดยมีข่าวลื่อว่าจะย้ายไปร่วมทัพอย่างแน่นอน แต่ข่าวลือก็คือข่าวลือเพราะเจ้าตัวได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนมาอยากที่จะอยู่เล่นในพรีเมียลีกต่อไป จนได้ย้ายไปเล่นให้กับ พอร์ตสมัธ เมื่อเดือนสิงหาคม 2006 และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่จนทำให้ในปีถัดมาเขาได้รับตำแหน่งปลอกแขนกัปตันทีมไปครองได้

        จากความเห็นชอบของกุนซืออย่าง เรดส์ แนป แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูการ 2008 สโมสรต้องพบกับปัญหาการเงินอย่างรุนแรงจนทำให้เรดส์ แนป ได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมแต่แคมป์เลือกที่จะอยู่ต่อสู้เคียงข้างกับสโมสรในฐานะกัปตันทีมต่อไป แต่ดูเหมือนความภักดีในครั้งนี้ของเจ้าตัวจะไร้ความหมายไปซะแล้ว เมื่อในปี2010 แคมป์ได้ฟ้องร้องสโมสรพอร์ตสมัธ เป็นจำนวน 1.7 ล้านปอนด์ เนื่องจากสโมสรได้เบี้ยวในการจ่ายค่าเหนื่อยและโบนัสตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาของเจ้าตัว ทำให้แคมป์ รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากทั้งที่เขาจงรักภักดีกับสโมสรแต่สโมสรกลับทรยศเขาได้น่าตาเฉย 

        ทำให้เจ้าตัวได้โบกมือลาพอร์ตสมัธ และย้ายไปค้าแข้งในลีกดิวิชั่น 2 ของอังกฤษอย่าง น็อตต์เคาน์ตี้ เอฟซี  แต่แล้วดูเหมือนเขาจะอยู่ที่สโมสรแห่งนี้ได้ไม่นานก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่าง ปืนใหญ่ อาร์เซนอลในช่วงปี 2010 เป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรังทำให้เจ้าตัวก็พลาดในการลงเล่นเป็นตัวจริงอยู่บ่อยครั้ง โดยลงสนามไปแค่ 11 นัดและดูเหมือนเจ้าตัวก็เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองดี จึงได้ย้ายไปเล่นให้กับนิวคาสเซิลในปีเดี่ยวกันนั้นและอยู่กับสโมสรดงสาริกาได้เพียง 1 ฤดูกาล ก่อนที่จะประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการเมื่อพฤษภาคม ปี 2012