ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนาน เดอะก็อด ของหงส์แดงลิเวอร์พูล

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ หรือ โรเบิร์ต เบอร์นาร์ด ฟาวเลอร์ เป็นชาวลิเวอร์พูลโดยกำเนิด เขาเกิดในย่านชุมชนอย่าง ท็อกซ์เทธ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องข่าวเสียๆหายๆ ในวัยเด็กฟาวเลอร์นั้นเป็นแฟนตัวยงของทีมเอฟเวอร์ตัน และนักเตะที่เป็นไอดอลของเขาคือ แกรม ชาร์ป ตำนานตัวจบสกอร์ของเอฟเวอร์ตัน และตัวของฟาวเลอร์นั้นยังชื่นชอบการเล่นฟุตบอลเหนือสิ่งอื่นใด

โดยในวัยเด็กเจ้าตัวก็ลงเล่นฟุตบอลกับทีมในท้องถิ่นอย่าง ท็อกวาว โดยในวันหนึ่งได้มีแมวมองของ ลิเวอร์พูล ที่ได้ชมการแข่งขันของเจ้าหนูคนนี้  โดยเจ้าหนูคนนี้ได้ทำสิ่งที่ให้แมวมองคนนี้ต้องประทับใจเป็นอย่างมากเพราะทีม ท็อกวาวถล่มคู่แข่งไปถึง 26-0 และเจ้าหนูฟาวเลอร์กดไปคนเดียวถึง 16 ประตู

ทำให้แมวมองคนนั้นรีบดึงตัวของเขาไปยังศูนย์ฝึกเยาวชนในทันที่ภายใต้การดูแลของ สตีฟ ไฮเวย์ โดยจุดเด่นของฟาวเลอร์นั้นคือการหาช่อง และการจบสกอร์อย่างเฉียบคม

ประวัติ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์
ประวัติ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ได้มีโอกาสอีกครั้ง

จนในปี 1992 เขาก็ได้ถูกดันขึ้นมายังทีมชุดใหญ่ในยุคการคุมทีมของ แกรน โซเน็จ และได้เซ็นสัญญาเป็นนักแตะอาชีพหลังจากอยู่กับหงส์แดง มาถึง 6 ปี แต่ในช่วงที่เขาขึ้นมาอยู่ชุดใหญ่ ชาวเดอะคล็อปก็ได้ตั้งฉายาเจ้าหนูคนนี้ว่า ท็อกซ์เทธเทอเลอร์ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ฟาวเลอร์น้อยใจแต่อย่างใดเจ้าตัวกับพิสูจน์ตัวเอง โดยมีเกมส์หนึ่งในนัดที่เจอกับฟูแล่มในศึกลีกคัพ เจ้าตัวกดไปถึง 5 ประตู และนั้นได้เปลี่ยนใจเหล่าสาวกหงส์แดงจากที่ไม่ชอบเขาได้เท่ใจมาเป็นรักในตัวของฟาวเลอร์ทันที

การเปิดตัวสุดโหดในฤดูกาลแรกนั้นทำให้ฟาวเลอร์ได้ติดทีมชาติชุด U21 ในนั้นที และในฤดูกาลถัดมาคนก็กลายเป็นกองหน้าตัวเก่งของทีมในทันทีในฤดูกาล  1994/1995 โดยเจ้าตัวสร้างสถิติให้แก่ตัวเองได้สำเร็จอีกครั้งด้วยการยิงแฮตทริกใส่ปืนใหญ่อาเซน่อล โดยใช้เวลาแค่ 4 นาที ทำให้เขากลายเป็นนักแตะที่ยิงแฮตทริกได้เร็วที่สุดในโลกฟุตบอล เท่านั้นยังไม่พอเจ้าตัวยังยิงแฮตทริกติดต่อกัน 3 นัด และในฤดูกาลนี้เจ้าตัวยิงไป 36 ประตู ส่งผลให้เจ้าตัวเป็นดาวซัลโวของทีมไปในฤดูนั้น และฟาวเลอร์ได้ถูกสาวกเดอะคล็อปยกย่องว่าคือ พระเจ้า เนื่องจากส่งทีมคว้าแชมป์ลีกคัพและเจ้าตัวยังโดดไปรับรางวัลนักแตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีอีก

แต่แล้วพระเจ้าของ หงส์แดง ก็ถูกสะกัดขา เนื่องจากเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บจากการโดนเข้าสกัดของทีมบริสโต ซิตี้ ทำให้เขาต้องพักยาว แต่หลังจากที่หายจากอาการบาดเจ็บเขาก็ลงสนามระเบิดฟอร์มอีกครั้งด้วยการยิงไปถึง 36 ลูก ในฤดูกาล 1995/1996 และยังได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมไปครองเป็นสมัยที่ 2 และยังยิงประตูได้ถึง 30 ลูก ถึง 3 ปีติดต่อกัน ทำให้เขากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของเมืองในทันที 

แต่แล้วเมื่อแสงสปอตไลท์ได้ส่องมาทีเจ้าหนุ่มคนนี้ ทำให้เขาเริ่มใช้ชีวิตแบบเพลย์บอลในทันทีชื่อเสียงของตน ทำให้เจ้าตัวเริ่มจะขี้เกียจมาซ้อมกับทีมอยู่เป็นประจำ ในปี1999 เขาได้ทำเรื่องที่อื้อฉาวที่สุดในวงการฟุตบอล เมื่อเจ้าตัวได้แสดงท่าดีใจเหมือนกับคนที่กำลังเสพยาเสพติดอย่างโคเคนในสนาม สงผลให้เขาถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 60,000ปอนด์ และถูกแบนไป 4นัด 

และในปี 2001 เจ้าตัวก็ได้โบกมือลาสโมสรย้ายไปอยู่กับ ลีดส์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ และหลักจากที่ย้ายไปลงเล่นให้กับลีดส์แค่เดือนเดียวก็สามารถยิงแฮตทริกให้กับทีมได้ แต่แล้วเจ้าตัวก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่ประจำจึงไม่สามารถแย่งตำแหน่งตัวจริงออกมาได้และได้ถูกขายให้กับแมนซิตี้

ในช่วงฤดูกาล2003 เขาย้ายไปสวมยูนิฟอร์มเรือใบสีฟ้า แต่เจ้าตัวก็ไม่สามารถเล่นให้เข้ากับระบบของเรือใบได้ และก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองได้อีกเลยตั้งแต่ย้ายไปอยู่กับแมนซิตี้จนท้ายที่ในปี 2006 เจ้าตัวก็ได้ย้ายกับมายังบ้านหลังเก่าอย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูล

แต่การกลับไปรอบนี้เจ้าตัวก็ไม่สามารถยิงได้เหมือนกับที่ตอนมาลิเวอร์พูลในช่วงที่เขายังหนุ่มโดยได้รับโอกาสลงสนามไป 30 นัด ยิงไปแค่ 8 ประตู จนเจ้าตัวจำใจต้องโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ที่เขารักอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตบมือ เสียงตะโกนของเหล่าสาวกเดอะคล็อป ที่ตะโกนเรียกชื่อเขาอย่างกึกก้องไปทั่วสนาม 

โดยในปี 2011 เขาได้ทำเรื่องช็อควงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้งด้วยการย้ายไปเล่นให้กับเมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลชื่อดังในเมืองไทย เขายังรับบทบาทเป็นทั่งนักฟุตบอล และผู้จัดการทีมในเวลาเดียวกันแต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมคว้าแชมป์อะไรได้เลย จนเจ้าตัวได้ประกาศแขวนสตั๊ดไปในที่สุด