เปิดตำนานปีศาจเจ้าเวหา ปีเตอร์ เคราซ์ สุดยอดนักเตะขั้นเทพ

ปีเตอร์ เคราซ์ หรือ ปีเตอร์ เจมส์ เคราซ์ เกิดเมื่อ 30 มกราคม 1981 เกิดที่แมคเคสฟิลด์ ประเทศอังกฤษ โดยเมื่อเจ้าตัวอายุได้ 10 ขวบนั้นเขาได้เรียนอยู่ที่โรงเรียน Drayton Manor High School และได้เข้าร่วมกับทีมเยาวชนอย่าง West Middlesex Colts และยังรับจ้อบเสริมด้วยการเป็นเด็กเก็บบอลในถิ่นแสตมฟอร์จบริดอีกด้วย และด้วยความสูงที่เป็นเอกลักษณ์และฝีเท้าที่เก่งกาจเกินวัย

ทำให้เจ้าตัวได้รับข้อเสนอมากมายจากทีมเยาวชนอย่างเชลซี และ มิลวอล ณ เวลานั้น แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธไป และได้ไปเข้าร่วมกับควีนปาร์คเรนเจอร์ ในช่วงฤดูร้อนปี 1994  แต่เหมือนเจ้าหนูจะโชคไม่ดีเท่าไรกับควีนปาร์คเลยทำให้อยู่กับสโมสรนี้ได้ไม่นาน และต้องย้ายไปอยู่กับทีมเยาวชนท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ตามคำแนะนำของ Des Bulpin ผู้ซึงเป็นโค้ชของทีมเยาวชนควีนปาร์กเรนเจอร์ในเวลานั้น 

เขาได้ใช้เวลาอยู่กับทัพ  ได้ไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ และได้เซ็นสัญญาอาชีพเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 1998 แต่ดูเหมือนว่าโอกาสของเขาจะเร็วไปที่ได้ขึ้นมาเร็วชุดใหญ่ เนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ยอดเยียมได้ จึงถูกปล่อยยืมให้กับสโมสรดัลวิชแฮมเล็ตเป็นเวลา 2ปี

หลังจากที่หมดสัญญายืมตัวเขาก็ได้กับมาถิ่นไก่เดือยทองอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาจะเป็นการกลับมาทพเงินให้สโมสรซะมากกว่า เนื่องจากทางสเปอร์ได้ทำการตกลงที่จะขายเขาเมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2000 ด้วยค่าตัว 60,000 ปอนด์ ให้แก่ต้นสังกัดเก่าของเจ้าตัวอย่างควีนปาร์กเรนเจอร์ที่ตอนนั้นสโมสรอยู่ในช่วงวิกฤตในการหนีตกชั้น

หลังจากที่ย้ายไปร่วมทัพควีนปาร์กเรนเจอร์ในฤดูกาล 2000/2001 เขาก็สามารถโชว์ผลงานอย่างยอดเยี่ยมด้วยการยิงไปถึง 10 ประตู แต่นั้นก็ไม่เพียงพอที่เพราะควีนปาร์กเรนเจอร์ได้ตกลงเป็นเล่นในดิวิชั่น 2 ในฤดูกาลนั้นอยู่ดี เท่านั้นยังไม่พอเมื่อทีมกำลังประสบปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนักทำให้สโมสรต้องขายหนักแตะเก่งๆไปหลายคน

เคราซ์ก็คือหนึ่งในนั้นโดยเจ้าตัวถูกขายให้กับพอร์ตสมัธด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ในฤดูกาลต่อมา หลังจากที่ย้ายมาอยู่กับพอร์ตสมัธในฤดูกาล 2001/2002 เขาทำประตูไปได้ 18 ลูก จากการลงเล่น 37 นัดในลีก ด้วยฟอร์มการเล่นขนาดนี้ดูเหมือนพอร์ตสมัธจะเล็กไปสำหรับชายร่างสูงคนนี้ซะแล้ว

ทำให้ในฤดูกาล 2002/2003 สโมสรแอสตันวิลล่าได้ทำการซื้อตัวเขาไปร่วมทัพด้วยราคา 5 ล้านปอนด์ โดยทางแอสตันวิลล่าหวังให้เขาเข้ามากู้วิกฤตของทีมในเวลานั้นหน่อย แต่ดูเหมือนช่วงแรกของเจ้าตัวจะยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่นได้สักเท่าไรเนื่องจากลงสนามไป 18 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย

ทำให้สโมสรได้ตัดสินใจปล่อยตัวเขาให้ทาง นอริชชิตี้ ยืมไปหนึ่งฤดูกาล  ทุกลีกภายหลังจากที่หมดสัญญายืมตัวเขาก็ได้กลับมายังถิ่นวิลล่าพาร์กอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างที่สโมสรต้องการ สโมสรจึงได้ตัดสินใจขายเขาให้กับ เซาแฮมป์ตัน ในปี2004 ด้วยราคา 2.5 ล้านปอนด์

โดยในช่วงแรกที่ย้ายมายังเซาแฮมป์ตัน เจ้าตัวจะถูกดรอปเป็นตัวสำรองซะส่วนใหญ่ก่อนที่จะได้เฉิดฉายพร้อมกับการมาของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง แฮร์รี่ เรดแนป เคราซ์ก็ได้รับโอกาสในการลงตัวจริงอย่างต่อเนื่องและเจ้าตัวก็ไม่ได้ทำให้ เรดแนป ผิดหวังแต่อย่างใดด้วยการลงสนามไปทั้งหมด 33 นัด ยิงไป 16 ประตู

บอกได้เลยว่าเจ้าตัวเป็นคีย์แมนสำหรับของทีมในฤดูกาลนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าตัวยิงไป2 ลูก ในนัดที่บุกไปเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ ด้วยสกอร์ 3-1 และยิงลูกสำคัญที่ช่วยให้ทีมเสมอกับปืนใหญ่ไปได้ด้วยสกอร์ 1-1  แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะอยู่ทีมไหนได้ไม่ค่อยนานเพราะในช่วงปี 2005 เขาก็ถูกขายให้กับลิเวอร์พูล ด้วยราคา 7ล้านปอนด์

เปิดตำนานปีศาจเจ้าเวหา ปีเตอร์ เคราซ์
เปิดตำนานปีศาจเจ้าเวหา ปีเตอร์ เคราซ์

ย้ายถิ่นมายังแอนฟิลด์

แต่ดูเหมือนย้ายมายังถิ่นแอนฟิลด์ในช่วงแรกของเจ้าตัวนั้นต้องใช้เวลาในการปรับตัวอยู่พอสมควร เนื่องจากเจ้าตัวลงสนามไป 19 นัด ไม่สามารถยิงประตูได้เลย ทำให้เหล่าสาวกของหงส์แดงต่างเรียกเขาว่า ตัวประหลาด เนื่องจากความสุงที่ผิดปรกติของเจ้าตัว แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด เขาพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่มีดีได้เหมือนกัน

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2005 เขาสามารถยิงประตูแรกของตัวเองได้ในนัดที่เจอกับ วีแกน  และยิงประตูสำคัญในศึกแดงเดือดที่ต้องพบเจอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรายการเอฟเอ คัพ ส่งผลให้ลิวเวอร์พูล ปาดหน้าคว้าแชมป์เอฟเอ คัพไปครองได้และนั้นยังเป็นถ้วยแรกของเจ้าตัวอีกด้วย และในฤดูกาล 2006/2007 เขายิงประตูให้กับทีมได้ในนัดที่เจอกับ สิงห์บูล เชลซี ทำให้หงส์แดงเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1

ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมปคอมมูนิตี้ชิลด์ไปครอง และเขาก็ยิงประตูแรกในเวทียุโรปของเจ้าตัวได้อีกด้วยในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ที่ทีมต้องเจอกับ แมคคาบีไฮฟา ก่อนที่เจ้าตัวจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักในนัดที่เจอกับ เชฟฟิลย์ ยูไนเต็ด ทำให้เขาต้องพักฟื้นเป็นระยะเวลา 1 เดือน และหลังจากที่หายจากอาการบาดเจ็บ

เจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มอันยอดเยียมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนดูด้วยการทำแฮตทริกแรกของเจ้าตัว โดยแฮททริกในครั้งนั้นมันคือความสมบูรณ์แบบที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเจ้าตัวทำประตูทั้งสามลูกโดยการใช้ทั้งขาซ้าย ขาขวา และหัว ซึ่งในวงการฟุตบอลมันถูกเรียกว่า เพอร์เฟคแฮตทริกเลยก็ว่าได้

หลังจากที่ได้โชว์ผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนั้นมันก็ไม่อาจเพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับโอกาสในการลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เพราะในฤดูกาลถัดมาลิเวอร์ ได้เสริมตัวกองหน้าเก่งๆเข้าทีมอยู่หลายคน ทำให้ที่ว่างของเจ้าตัวเริ่มทดถอยลงไป

ทำให้ในฤดูกาล 2008 เขาได้ย้ายกลับไปเล่นกับต้นสังกัดเก่าอย่าง พอร์ตสมัธ ด้วยราคา 11 ล้านปอนด์แต่ก็ใช้เวลาอยู่ที่พอร์ตสมัธ แค่หนึ่งฤดูกาลก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมให้ฟูมฟักเขามาเป็นอย่างดีอย่าง ท๊อตแมน ฮอตสเปอร์ เมื่อวันที่ 27 กรกฏาคม 2009 ด้วยราคา 10 ล้านปอนด์

ดูเหมือนการย้ายไปครั้งนี้ของเจ้าตัวจะช่วยดึงฟอร์มเก่งออกมาได้อีกครั้ง เมื่อเขาสามารถทำแฮตทริกได้ในเกมส์ ลีกคัพ ที่เจอกับทีมเพรสตันเหนือ และทำได้อีกครั้งในศึกยูฟ่าแชมเปียนลีกในรอบแบ่งกลุ่ม ก่อนที่จะโบกมือลาทัพไก่เดือยทองในฤดูกาล 2011/2012 

ในช่วงฤดูกาล2011 เมื่อเดือนสิงหาคม เคราซ์ ได้ย้ายมาร่วมทัพสโต๊ดซิตี้ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์หลังจากย้ายมาได้หนึ่งฤดูกาลในฤดูกาล 2012 เขาก็สามารถสร้างสถิติยิงครบ 100 ประตูได้สำเร็จในนัดที่เจอกับแบล็กเบิร์น โดยเขายิงไป 2ลูกในเกมส์นั้น

เมื่อ 24 มีนาคม 2012 เคราซ์ ได้ยิงวอลเลย์อย่างสวยงามใส่แมนซิตี้ไปได้ทำให้ลูกนั้นของเขาได้พาเจ้าตัวไปผงาดคว้ารางวัล นักแตะยอดเยี่ยม แห่งปีในปีนั้นไปครองได้อีกด้วย แต่ดูเหมือนในฤดูกาล 2015/2016 เจ้าตัวจะได้รับบาดเจ็บตรงบริเวณขาหนีบทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดแล้วใช้เวลาพักฟื้นอยู่นานพอสมควร ก่อนที่จะตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้งหลังอยู่รับใช้สโมสรมาเป็นระยะเวลากว่า 9 ปี โดยลงเล่นไปทั้งหมด 225 นัด ทำได้ 46 ประตู

เคราซ์ในวัย 38 ได้ย้ายไปเล่นให้กับ เบิร์นลีย์ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2019 หลังจากลงเล่นให้กับต้นสังกัดใหม่ไปได้เพียง 6 นัด เจ้าตัวก็ได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2019